เดอะ กันเนอร์ส ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ภายใต้การนำทางของเอเมรี่

ปืนใหญ่ 2018 กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

ภายหลังการก้าวเข้ามาของ อูไน เอเมรี่ และใช้เวลาปรับจูนทีมอยู่ไม่นาน อาร์เซน่อล ก็เหมือนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เหมือนดั่งที่พวกเขาพึ่งแสดงให้เห็นจากเกมบิ๊กแมตช์ล่าสุด ในการเปิดรัง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม รับมือกับ ลิเวอร์พูล ทีมคู่ต่อสู้ที่เป็นของแสลงในระยะหลังๆ ด้วยสไตล์การเล่นแบบเพรสซิ่งและรูปแบบการโจมตีที่พร้อมจะโหมเข้าใส่ทุกทิศทุกทางตามแทคติกของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ถือเป็นบททดสอบชั้นดีสำหรับ เดอะ กันเนอร์ส โฉมใหม่ภายใต้การดูแลของอดีตผจก.ทีม ปารีส แซงต์ แชร์กแมง จากเดิมสถิติไร้พ่าย 12 นัดติดต่อกันของพวกเขาจะเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาหรือไม่ เกมนี้จะกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ ในขณะที่ หงส์แดง ที่มักจะทำได้ดีกว่าเสมอในช่วงหลังๆจากการเผชิญหน้ากับทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ จะยังรักษามาตรฐานของพวกเขาได้อยู่หรือไม่เมื่อคู่แข่งมีการปรับเปลี่ยนกุนซือมาเป็น เอเมรี่ สุดท้ายจากผลเสมอ 1-1 ทีมปืนใหญ่ สามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจน หลังประตูตีเสมอแบบสุดสวยของ อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ ที่ช่วยให้พวกเขายังเก็บได้อย่างน้อย 1 คะแนนในบ้าน

ปืนใหญ่ 2018 กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

เอเมรี่ คือโค้ชที่พกพาดีกรีความสำเร็จติดตัวและเป็นผู้ที่มั่นคงในแนวทางของตนเอง กุนซือชาวสเปน เคยคว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก มาแล้วถึง 3 ครั้งกับ เซบีย่า ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการพลิกกลับมาเอาชนะ ลิเวอร์พูล ของ คล็อปป์ ในปี 2016 จากการวางแทคติกและแก้เกมอันยอดเยี่ยมในช่วงครึ่งหลัง ในขณะที่มีการตั้งข้อสังเกตก่อนเกมล่าสุดว่า ด้วยสไตล์ของ เอเมรี่ ที่มักจะใช้วิธีดันฟูลแบ็คทั้งสองข้างให้ลอยขึ้นสูงไปกว่าไลน์แนวรับตรงกลาง ก็น่าจะไปเข้าทางกับวิธีการเข้าโจมตีของ คล็อปป์ ที่สามารถใช้งานสามประสานแนวรุกอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันจึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ เอเมรี่ ทั้งในด้านความยืดหยุ่นและความมุ่งมั่นที่มีในตัวเขา ว่ากำลังพยายามนำพา อาร์เซน่อล ไปในทิศทางใด แม้ในเกมนี้ อาร์เซน่อล อาจจะพกพาดวงมาพอสมควร โดยเฉพาะจากจังหวะที่ มาเน่ ส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายก่อนจะโดนเป่าว่าเป็นลูกล้ำหน้า แต่หากมองว่าโชคที่พวกเขาได้รับคือผลตอบแทนจากความกล้าหาญและจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้ตลอดทั้ง 90 นาทีก็คงไม่ผิดนัก

เอเมรี่ ยังกล้าที่จะใส่ชื่อ 4 แนวรุกคนสำคัญลงสนามอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้ง เมซุต โอซิล, เฮนริค มคิทาร์ยาน, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง และ ลากาแซตต์ ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็ได้รับผลตอบแทนตามที่หวัง ทางฝั่ง คล็อปป์ เองก็รับรู้ถึงความใจสู้ตามสไตล์ของ เอเมรี่ เป็นอย่างดีเมื่อเขาให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “อาร์เซน่อล เคยทำสิ่งนี้มาแล้วเมื่อหลายๆปีก่อนหน้านี้ จากการที่พวกเขาพยายามดึงตัวพวกบรรดาศูนย์หน้าเข้ามา จริงๆแล้วผมเคยเฝ้าคอยที่จะได้เห็น โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ และ เดนนิส เบิร์กแคมป์” แม้เวลานี้อาจยังไม่ใช่ยุครุ่งเรืองของ อาร์เซน่อล แต่ก็เป็นเรื่องน่าประทับใจที่ได้เห็นความมุ่งมั่นของ เอเมรี่ ที่ยอมเทหมดหน้าตักในการดวลกับ ลิเวอร์พูล ทีมที่คอยจ้องจะเล่นงานคู่แข่งที่กล้าเปิดเกมแลกกับพวกเขา ซึ่งก็ต้องขอบคุณการทำงานของ ลูคัส ตอร์เรยร่า ในพื้นที่ตรงกลางสนาม ที่ทำให้เจ้าถิ่นไม่เกรงกลัวที่จะรุกเข้าใส่ทีมเยือนแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จริงอยู่ที่ เดอะ กันเนอร์ส อาจออกอาการเสียศูนย์ไปบ้างหลังถูก เจมส์ มิลเนอร์ ยิงประตูขึ้นนำให้กับ หงส์แดง แต่มันก็ไม่มีสัญญาณแห่งการยอมจำนนใดๆแสดงออกมาเหมือนดั่งที่เราเคยเห็นในช่วง 2-3 ปีให้หลัง สิ่งที่พวกเขาทำคือพยายามเดินหน้ากดดันคู่ต่อสู้อย่างไม่ลดละ

เดอะ กันเนอร์ส ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ภายใต้การนำทางของเอเมรี่

“อาร์เซน่อล อยู่ภายใต้สภาวะความกดดันเพราะผู้คนส่วนใหญ่ต่างพากันพูดว่า การเก็บสถิติอันสวยหรูในช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกเขายังไม่เคยเจอคู่แข่งที่เป็นของจริง พวกเขาสามารถลบล้างคำสบประมาทของใครหลายๆคน เพราะพวกเขาสามารถต่อกรกับ ลิเวอร์พูล ได้เป็นอย่างดี และผมคิดว่าพวกเขาก็สมควรได้รับผลตอบแทนจากสิ่งที่ทำลงไป” เอียน ไรท์ อดีตยอดศูนย์หน้าทีมปืนใหญ่ ได้กล่าวไว้ในรายการ แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ ของ บีบีซี และนี่ก็ยังเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนสำหรับ อาร์เซน่อล ยุคใหม่ ถึงความพยายามในการต่อเกมอันไหลลื่นที่เป็นเหมือนเครื่องหมายการค้าของพวกเขา และยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นตัวตนของทีมที่ยึดมั่นในเกมรุก

อาร์เซน่อล เป็นทีมที่สามารถเก็บแต้มได้มากที่สุด (8 คะแนน) หลังจากตกเป็นฝ่ายตามหลังซึ่งดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ขณะนี้ และนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลมาพวกเขาเป็นทีมที่ยังไม่เคยขึ้นนำคู่แข่งได้เลยในช่วง 45 นาทีแรก แต่กลับสามารถยิงได้ถึง 19 ลูกในช่วงครึ่งเวลาหลังและมากที่สุดกว่าทุกๆทีมในลีก แม้ทีมอาจจะพึ่งเดินทางผ่านพ้นช่วงโค้งแรกของฤดูกาลไป รวมถึงความจริงที่ว่าอาจจะมีอุปสรรคอื่นๆรอคอยอยู่ระหว่างเส้นทางการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ภายใต้การดูแลของ เอเมรี่ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สาวก เดอะ กันเนอร์ส จะรู้สึกภาคภูมิใจและยกเครดิตที่ผ่านมาให้กับกุนซือคนใหม่ของพวกเขา

รังเหย้าข้า ใครอย่าแหยม

เวนเกอร์ เคยใช้คำพูดในเชิงเหน็บแนมถึงบรรยากาศภายในสนามเหย้าอันโอ่อ่าของพวกเขา ทั้งจากเสียงเชียร์ที่ขาดความฮึกเหิมและต่อเนื่อง จนทำให้บรรดาผู้มาเยือนไม่รู้สึกยำเกรงและสามารถเล่นเกมในแบบของตนเองได้อย่างสบายๆ แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมของ เอเมรี่ รวมถึงภาษากายที่แสดงออกถึงความตั้งใจของเขาได้เริ่มปลุกเร้าฝูงชนให้มีอารมณ์ร่วมขึ้นมาอย่างเต็มที่ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างชัดเจนภายในรัง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม จากสถานที่ที่เคยมีแต่เสียงคร่ำครวญของแฟนบอลเจ้าถิ่น กลับกลายมาเป็นสนามเหย้าที่น่าเกรงขามและยังสามารถเขย่าขวัญผู้มาเยือนได้ทุกขณะ จากจังหวะสกัดบอลอันเฉียบขาดของ อาร์เซน่อล ในช่วงครึ่งแรก โดยเฉพาะจากผลงานของ ตอร์เรยร่า และ กรานิต ชาก้า ในการหยุดยั้งการขึ้นเกมบุกของ ลิเวอร์พูล ก็ช่วยเรียกเสียงเชียร์อันอื้ออึงที่แทบจะเลือนหายไปในฤดูกาลก่อนๆ แถมยังมีการลุกขึ้น สแตนดิ้ง โอเวชั่น ในบางโอกาสเพื่อเป็นกำลังใจให้กับนักเตะเจ้าถิ่นหลังภายจังหวะเข้าปะทะอย่างไม่เกรงกลัว

ทางฝั่ง ลิเวอร์พูล ก็ปฏิเสธที่จะถอยลงไปเน้นตั้งรับอย่างเต็มตัวเพื่อรักษาสกอร์เอาไว้ จึงทำให้นี่กลายเป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดของ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ แต่แฟนๆของ อาร์เซน่อล ก็คู่ควรที่จะได้รับคำยกย่องจากผลงานทีมของพวกเขาเช่นกัน ในขณะที่แฟนบอลหลายๆคนก็ออกมากดไลค์ให้กับแอ็คชั่นที่ข้างสนามของ เอเมรี่ ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้หลายครั้ง ไม่ใช่แค่กับแมตช์ล่าสุดที่เหมือนเป็นการประชันกับ คล็อปป์ ผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องการแสดงออกถึงแพสชั่นในเกมอย่างเต็มที่ทั้งจากลีลาและน้ำเสียงของเขา

พลังที่อยู่ข้างใน เอเมรี่ สามารถส่งต่อไปถึงตัวนักเตะและกองเชียร์ทุกคน เพียงไม่กี่อึดใจหลังจากประตูขึ้นนำของ มิลเนอร์ ตอนช่วงนาทีที่ 61 เสียงคำรามปลุกเร้าผู้เล่นกลับดังกระหึ่มขึ้นในสนาม และมันไม่ใช่เสียงโห่ฮาด้วยความไม่พอใจเหมือนดั่งที่พวกเขาเคยแสดงออกมาในช่วงปลายๆยุคของ เวนเกอร์ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วบรรดานักเตะก็ตอบรับเสียงเชียร์เหล่านั้นด้วยประตูตามตีเสมอในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกม เราไม่ได้ตั้งใจจะมองข้ามผลงานความสำเร็จในอดีตของ เวนเกอร์ แต่บางครั้งการเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น เพราะนี่คือสโมสรเก่าแก่ที่มนต์ขลังของพวกเขาเริ่มจะจางหายไป เพราะฉะนั้นการเปิดรับอะไรใหม่ๆเข้ามาคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวในเกมสุดระทึก แฟนๆทั่วทั้ง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ต่างส่งเสียงให้กำลังใจนักเตะของพวกเขาด้วยความอบอุ่น ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบรรยากาศที่เย็นชาในฤดูกาลก่อนหน้านี้ ในขณะที่ เอเมรี่ ก็พยายามเอาใจแฟนๆโดยการให้ความเห็นว่า เขารู้สึกแฮปปี้เพียงแค่ 50% เนื่องจากต้องการจะเป็นฝ่ายชนะ แต่หากมองไปถึงผลงานไร้พ่าย 13 เกมติดต่อกัน นี่ก็น่าจะเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบ 47 ปีของเจ้าตัวที่ล้ำค่าไม่น้อยแล้ว

รังเหย้าข้า ใครอย่าแหยม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง